10 การทำ SEO (ขั้นสูง) ที่ได้ผลดีเยี่ยม ในปี 2018



เปิดเผยสุดยอดเทคนิค SEO ที่เห็นผลอย่างน่าทึ่งสำหรับปี 2018 นี้

ซึ่งบางอย่างคุณอาจจะยังไม่เคยรู้มาก่อน และมีประสิทธิภาพมาก

เป็นขั้นตอนการทำ SEO ที่คุณสามารถทำตามได้เลยในทันที

เรามาเริ่มกันเลย!


1. หัวข้อดึงดูดการคลิก

ถ้าคุณใช้หัวข้อบทความที่ดึงดูดการคลิกได้ จะทำให้เว็บคุณมีคนเข้าชมมากขึ้นแน่นอน

เพราะนี่เป็นการเพิ่ม CTR ของเว็บคุณได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นี่คือ ตัวอย่าง ข้อความที่ควรนำไปใช้ในหัวข้อบทความ

คู่มือ

การวิจัย

พิสูจน์แล้ว

ทำอย่างไร

ทำตามได้เลย

อัพเดท (2018)

เห็นผลทันที

เคล็ดลับ

จากผู้เชี่ยวชาญ

.... คำเหล่านี้เป็นต้น

เมื่อ CTR เพิ่มขึ้น จะเป็นการบอกให้ Google รู้ว่า คนชอบลิงค์นี้

เป็นการเพิ่มคะแนน SEO ให้บทความของคุณได้อย่างยอดเยี่ยม

จากนั้น Google ก็จะปรับอันดับเว็บไซต์ของคุณ ให้อยู่ด้านบน ของผลการค้นหา

นอกจากนี้แล้ว ถ้านำบทความไปแชร์ตาม Facebook ก็จะทำให้คนสนใจอ่านมากขึ้น

ผลที่ได้ก็คือ...

เว็บไซต์มีทราฟฟิคมากขึ้น

 

2. หยุดการคลิก “ย้อนกลับ” เพื่ออันดับที่ดีขึ้น

ถ้าคุณยังไม่เข้าใจหัวข้อนี้ ต้องดูบรรทัดถัดไป

การคลิก “ย้อนกลับ” ในที่นี้คือ เมื่อผู้ใช้ คลิกผลการค้นหาจาก Google แล้วมาที่เว็บเรา และรีบคลิก ย้อนกลับไปที่หน้าการค้นหาของ Google โดยเร็ว

กล่าวคือ

มีคนเข้าเว็บคุณจากการค้นหา และดูแล้วเนื้อหาไม่ถูกใจ หรือไม่ใช่เนื้อหาที่ต้องการ

ก็ไม่จำเป็นต้องการที่จะอ่านอะไรต่อทั้งนั้น ก็จะคลิก “ย้อนกลับ” ไปเพื่อดูผลการค้นหาอื่นๆ จาก Google

ผลที่ตามมาคือ...

Google จะลดอันดับของเว็บคุณลงไป เพราะเนื้อหาไม่ตรงกับคีย์เวิร์ดนั้นๆ

เพราะอะไร?

ปัจจุบันนี้ Google ไม่ได้ใช้เพียงคีย์เวิร์ดภายในเนื้อหา และ Backlink เพียงเท่านั้น

แต่ยังมีการนำพฤติกรรมของผู้ใช้ มาวิเคราะห์การจัดอันดับด้วย

ซึ่งส่งผลอย่างมากต่ออันดับเว็บไซต์นั่นเอง

แต่โชคดีที่เรามีวิธีแก้ไขปัญหานี้...

และนี่คือสิ่งที่คุณต้องทำ...

คุณต้องสร้างเนื้อหาที่ดี มีประโยชน์ ดึงดูดคนอ่านให้ได้มากที่สุด

ถ้าคนได้อ่านเนื้อหาที่ต้องการ เกี่ยวข้องกับ คีย์เวิร์ดที่ต้องการ นั่นหมายความว่า คนจะชอบบทความของคุณ

ผลลัพธ์ที่ได้คือ...

บทความของคุณจะได้รับการจัดอันดับที่ดีขึ้น และดีขึ้นเรื่อยๆ

ไม่เพียงเท่านี้...

คนอ่านบทความก็มีโอกาสที่จะแชร์บทความของคุณมากยิ่งขึ้นอีกด้วย

หรือถ้าดีไปกว่านั้นก็คือ...

จะมีคนนำบทความของคุณนำไปใช้อ้างอิงในเว็บเขา

แล้วมีโอกาสทำลิงค์กลับมายังบทความของคุณ

เยี่ยมมาก!

 

3. ลบหน้าเว็บเน่า

หน้าเว็บเน่าคืออะไร?

ผมหมายถึง หน้าเว็บที่ไม่มีประโยชน์อะไร ไม่มีเนื้ออะไร หรือเนื้อหาที่ไม่มีคุณภาพ

ซึ่งไม่มีใครต้องการเข้ามาอ่านในหน้านี้

บางคนอาจจะมีชื่อเรียกหน้าเว็บเหล่านี้แตกต่างกัน

แต่สำหรับผม เรียกว่า “หน้าเว็บเน่า”

หรือพูดง่ายๆ ก็คือ...

Google ไม่ต้องการเนื้อหาที่ไม่มีคุณภาพ ซึ่งมีการกล่าวไว้ว่า

“เนื้อหาที่ดีหน้าเดียว ย่อมดีกว่า เนื้อหาแย่ๆ หลายหน้า”

ซึ่งทาง Google ก็ได้ออกมาแจ้งเมื่อไม่นานมานี้

(ลิงค์อ้างอิง https://www.seroundtable.com/google-stronger-page-smaller-pages-25579.html )

การที่ Google เก็บ Index เว็บคุณเป็นจำนวนมาก อาจจะไม่ดีเสมอไป

ถ้าหน้าเว็บที่ Index ไปนั้น ไม่มีประโยชน์อะไร

ดังนั้น สิ่งที่คุณต้องทำก็คือ...

ลบเนื้อหาหรือหน้าเว็บที่ไม่มีคุณภาพ หรือหน้าที่ไม่มีเนื้อหาอะไร

เพื่อให้ภายในเว็บไซต์ของคุณมีแค่ เนื้อหาที่คุณภาพเท่านั้น ซึ่งเป็นที่ต้องการของทั้ง ผู้ใช้ และ Google ด้วย

เว็บไซต์ของคุณไม่จำเป็นต้องมีหน้าเว็บเหล่านี้

ทำไม?

เพราะ มันจะเป็นการบอกว่า เว็บไซต์นี้ไม่มีคุณภาพ หรือมีคุณภาพต่ำ

เพราะว่า...

ภายในเว็บ มีหน้าเว็บเน่า นั่นเอง

และในมุมมองของผู้ใช้ก็คือ เจ้าของเว็บไม่เอาใจใส่ดูแลเว็บของตัวเอง

แม้ว่า Google จะเก็บ Index หน้าเว็บของคุณเป็นพันเป็นหมื่นหน้าก็ตาม

ไม่สำคัญเท่ากับ Index หน้าเว็บที่มีคุณภาพยอดเยี่ยมเพียงไม่กี่หน้า

 

4. เพิ่มพลังให้บทความ สำหรับ Google Hummingbird

Google Hummingbird คือ อัลกอริทึมเพื่อทำความเข้าใจบริบทของเนื้อหามากขึ้น

ดังนั้น สิ่งที่เปลี่ยนไปก็คือ...

ตอนนี้ Google สามารถเข้าใจเนื้อหาได้มากขึ้น รู้ว่าเนื้อไหนที่เกี่ยวข้องกับคีย์เวิร์ดบ้าง

วิธีการก็คือ...

คุณต้องใช้คีย์เวิร์ดหรือข้อความที่เกี่ยวข้องกับคีย์เวิร์ดหลักเข้าไปในบทความด้วย ดูรูปด้านล่าง

ซึ่งบางคนเรียกว่า LSI คีย์เวิร์ด

เพราะอะไร?

เพื่อให้ Google รู้ว่าบทความของคุณมีความเกี่ยวข้องกับข้อความเหล่านี้ และเนื้อหาที่มีข้อความพวกนี้ก็เกี่ยวข้องกับคีย์เวิร์ดหลักของคุณ

ผมมีวิธีหา LSI คีย์เวิร์ดที่ง่ายๆ มาแนะนำ

ไปที่เว็บไซต์นี้

https://lsigraph.com/

จะได้ผลลัพธ์ดังรูปต่อไปนี้

คุณสามารถนำคีย์เวิร์ดเหล่านี้ไปใช้ในบทความของคุณได้ตามความเหมาะสม

การใช้ LSI คีย์เวิร์ดภายในบทความของคุณนั้นถือว่าเป็นการทำ seo ที่มีประสิทธิภาพอีกวิธีหนึ่ง

 

5. ใช้ วีดีโอ, รูปภาพ, Infographics ช่วยเพิ่มพลังให้บทความได้อีกแรง

มีการพิสูจน์แล้วว่า มัลติมีเดียต่างๆ ช่วยเพิ่มพลัง SEO ได้ผลจริง

ไม่ว่าจะเป็น วีดีโอ หรือรูปภาพ รวมทั้ง Infographics  เพื่อย้ำเตือนว่า เนื้อหานี้มีคุณภาพสูง

มีเนื้อหาที่หลากหลายประเภท เป็นที่ต้องการผู้ใช้นั่นเอง

ผลที่ได้ก็คือ...

ผู้ใช้อยู่ในเว็บนานขึ้น ทำให้คะแนน SEO ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

Google มองว่าเนื้อหานี้มีคุณภาพ ควรค่าที่จะจัดอันดับให้ดียิ่งขึ้น

แต่ปัญหาก็คือ....

Google ไม่สามารถเข้าใจรูปภาพหรือวีดีโอต่างๆ ได้ดีเท่ากับข้อความ

ดังนั้น...

คุณต้องมีเนื้อหาที่เกี่ยวข้องเสริมเข้าไปด้วย เพื่อเป็นการบอกว่า ข้อมูลเหล่านี้มีความเกี่ยวข้องกัน

 

6. ปรับเนื้อหาเก่าให้มีชีวิตใหม่

เว็บไซต์คุณมีเนื้อหาที่เก่าคร่ำครึ ซึ่งไม่ได้อัพเดทมานานใช่หรือไม่?

นั่นแหละคือ ขุมทรัพย์ของคุณ...

วิธีการก็คือ....

คุณต้องอัพเดทเนื้อหานั้น ให้ทันสมัยตลอดเวลา

มีข้อมูลที่ดีขึ้น มีคุณภาพมากขึ้น รายละเอียดลึกมากขึ้น ปรับเนื้อหาให้น่าอ่านกว่าเดิม

(การอัพเดทเนื้อหานี้ไม่ใช่การสร้างบทความใหม่ แต่เป็นการแก้ไขบทความบน URL เดิม)

จะทำให้เว็บไซต์ของคุณมีแต่เนื้อหาที่อัพเดทใหม่ ทันสมัยตลอดเวลา ไม่มีเนื้อหาที่ล้าสมัย ใช้งานไม่ได้

เมื่อบทความของคุณมีการอัพเดทใหม่ ผู้ใช้ก็ชอบ Google ก็ชอบ

ส่งผลให้ มีคนอ่านมากขึ้น คนอ่านอยู่ในเว็บนานขึ้น ส่งผลให้ SEO ดีมากยิ่งขึ้น

เพราะว่า....

ไม่มีใครชอบเนื้อหาที่ล่าสมัยแน่นอน แม้กระทั่ง Google ก็ตาม

 

7. แสดงวันที่อัพเดทล่าสุด แทนที่ วันที่เผยแพร่

ทุกคนที่ค้นหาข้อมูลใน Google ต้องการอ่านเนื้อหาที่อัพเดทใหม่ และทันสมัย

ไม่มีใครอยากอ่านบทความเก่าที่ไม่มีการปรับปรุงเลย

ปัญหาก็คือ...

ถ้าคุณอัพเดทบทความเดิมด้วยเนื้อหาใหม่ แล้ว ในหน้าเว็บบอกว่า...

เผยแพร่วันที่ xx/xx/2015 คงไม่มีใครอยากเข้ามาอ่านอย่างแน่นอน

สิ่งที่คุณต้องทำ...

เปลี่ยนการแสดงผล ให้เป็นวันที่อัพเดทล่าสุด แทน เพื่อบอกให้คนอ่านรู้ว่า บทความได้มีการอัพเดทใหม่แล้ว

เยี่ยม!

นี่เป็นเทคนิคที่ง่ายๆ แต่ส่งผลอย่างมาก ในเรื่องการทำ SEO ให้เว็บไซต์ของคุณเอง

เมื่อมีคนเข้าอ่านบทความก็จะรู้สึกว่า ได้อ่านบทความที่อัพเดทใหม่

 

8. เทคนิคการลดอัตราตีกลับ

การที่หน้าเว็บมีอัตราตีกลับสูงนั้น ไม่ดีแน่นอน

มันคืออะไร?

เพราะนี่หมายความว่า หน้าเว็บหรือบทความของคุณไม่มีคุณภาพ

คนไม่ชอบอ่านเนื้อหาของคุณ

Google RankBrain เป็นอัลกอริทึมที่ใช้วัดคุณภาพของเนื้อหา โดยใช้ข้อมูลจากการใช้งานของผู้ใช้

นี่จึงเป็นข่าวร้าย...

แค่ทำให้เว็บไซต์ติดอันดับอย่างเดียวนั้นไม่พอ

เพราะนี่ไม่ใช้การทำ SEO แบบสมัยก่อนอีกต่อไป

แต่ที่สำคัญกว่าก็คือ...

ต้องทำให้คนอยู่เว็บไซต์นานๆ ดึงผู้ใช้ไว้ไม่ให้ออกจากเว็บไปง่ายๆ

เรื่องถือว่าเป็นปัญหาใหญ่สำหรับคนทำเว็บไซต์จำนวนมาก

เพราะการดึงคนไว้ในเว็บนานๆ นั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างแน่นอน

ดังนั้น...

งานหนักจึงตกไปอยู่ที่การสร้างเนื้อหา การเขียนบทความให้น่าสนใจ

การใช้รูปภาพให้ดึงดูด เพื่อให้คนสนใจอ่านเนื้อหาให้นานที่สุด

หรือพูดง่ายๆ ก็คือ ให้คนอ่านให้จบนั่นเอง

แต่ผมมีข่าวดีก็คือ...

การลดอัตราตีกลับนั้นทำได้ไม่ยาก

ผมมีกลยุทธ์มาฝาก

- ใส่วีดีโอลงในเนื้อหา

วีดีโอจาก Youtube มีมากมาย คุณไม่จำเป็นต้องสร้างวีดีโอขึ้นมาเองก็ได้

คุณอาจจะหาวีดีโอที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาของคุณ นำมาใส่ในบทความของคุณ

แต่ถ้าเป็นวีดีโอของคุณเอง เมื่อมีคนดูคุณก็จะได้ยอดวิวด้วย

นี่เป็นผลลัพธ์จากการใช้วีดีโอ

จะเป็นว่า เวลาเฉลี่ยบนหน้าเว็บนานถึง 6 นาทีเลยทีเดียว

 

- ในหน้าโพ้สของคุณควรมีเนื้อหาขึ้นมาก่อนสิ่งใด

เว็บไซต์จำนวนมาก จะมีรูปภาพหรือแบนเนอร์ขนาดใหญ่ก่อนที่จะขึ้นเนื้อหา

ถ้ารูปภาพไม่ดึงดูดมากๆ ผู้ใช้ก็จะไม่เสียเวลาเลื่อนลงไปอ่านเนื้อหาด้านล่าง

ดังนั้น...

คุณต้องให้มีเนื้อหาขึ้นมาก่อน เพราะผู้ใช้เข้าเว็บมา เพื่ออ่านเนื้อหาเป็นอันดับแรก

การปรับปรุงก็คือ...

คุณควรหลีกเลี่ยงการใช้รูปภาพขนาดใหญ่ขั้นระหว่าง หัวข้อบทความกับเนื้อหา

ควรใช้ภาพที่เล็กลง

เพราะให้สามารถใส่ข้อความบรรยายรอบๆ รูปภาพได้

และจัดระเบียบให้เหมาะสม และอ่านง่าย

 

- ใช้บทนำที่สั้น และดึงดูดให้อ่านเนื้อหา

มีหลายเว็บไซต์ที่มีบทนำที่ยาวก่อนเข้าเนื้อหา

ผลลัพธ์ก็คือ...

อ่านเท่าไหร่ก็ไม่เจอเนื้อหาซักที

คนสมัยนี้มีความอดทนน้อย

ถ้าไม่เจอสิ่งที่ต้องการ ก็จะออกจากหน้าเว็บไปทันที

ไปอ่านที่เว็บอื่นๆ ดีกว่า

ดังนั้น...

บทนำไม่ควรยาวเกิน 5-7 ประโยค

และใช้ประโยคที่โน้มนาวให้ผู้อ่าน รู้สึกอยากอ่านเนื้อหาต่อไป

 

9. เนื้อหายาวมีผลดีต่อ SEO มากกว่า

ถ้าคุณต้องการให้บทความติดอันดับได้ดี เนื้อหาที่ยาว มีผลอย่างมาก

บางเว็บไซต์โพ้สเนื้อหาสั้นๆ 200-300 คำ มันน้อยเกินไป

ดูแผนภูมิด้านล่างนี้

( รูปภาพจาก https://backlinko.com )

เว็บที่มีอันดับดีๆ มักจะมีเนื้อหาตั้งแต่ 1800 คำขึ้นไป

แล้วเนื้อหาที่ยาวบอกถึงอะไร?

มีรายละเอียดเยอะ มีข้อมูลที่ลึกมากกว่า มีคีย์เวิร์ดต่างๆ กระจายภายในบทความมากกว่า

บ่งบอกถึงบทความนี้มีคุณภาพมากกว่าเนื้อหาสั้นๆ

ผู้ใช้จะอยู่ในเว็บนานกว่า ได้ข้อมูลที่ครบถ้วน

อ่านจบแล้ว ไม่จำเป็นต้องไปหาอ่านที่อื่น

คือ จบในบทความเดียว

 

10. สร้างเนื้อหาแบบรายการ

เนื้อหาแบบรายการก็คือ...

เนื้อหาประเภท 10 วิธี..... 10 เหตุผลที่..... หรืออื่นๆ ที่มีเนื้อหาเป็นข้อๆ

มีการพิสูจน์แล้วว่าเนื้อหาแบบนี้ได้ผลดีมาก

คนอ่านชอบ เมื่อคนอื่นชอบ Google ก็จัดอันดับให้ดีขึ้น

( รูปภาพจาก https://backlinko.com )

จากภาพด้านบน เป็นการวิเคราะห็เนื้อหานับล้านบทความจาก BuzzSumo

จะเห็นว่า...

เนื้อหาประเภท List post หรือ เนื้อแบบแบบรายการ จะได้ผลดีมากที่สุด

มีการแชร์ และการอ้างอิงมากกว่าเนื้อหาประเภทอื่นๆ

แล้วคุณต้องทำยังไง...

ก็ต้องสร้างบทความในลักษณะเป็นหัวข้อ แล้วเผยแพร่ในเว็บไซต์ของคุณ

 

ผมพลาดเรื่องอะไร?

บางทีผมอาจจะไม่ได้พูดถึงเคล็ดลับ SEO ที่คุณต้องการ

หรือ ถ้าคุณลองทำตามบทความนี้แล้วได้ผลลัพธ์เป็นอย่างไร

คุณสามารถแสดงความคิดเห็นเข้ามาได้เลย

 

(ภาพปกจาก freepik.com)